คาร์บอนเครดิต คืออะไร? โอกาสทางธุรกิจในตลาดปัจจุบัน

คาร์บอนเครดิต คืออะไร

Key Highlight

  • คาร์บอนเครดิต คือ หน่วยวัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 1 หน่วย = ลด CO₂ ได้ 1 ตัน
  • มี 2 ตลาดหลัก: ตลาดภาคบังคับ (กฎหมายรองรับ) และตลาดภาคสมัครใจ (T-VER)
  • คาร์บอน เครดิต ซื้อขายยังไง? ผ่านตลาด T-VER ของ อบก. — ราคาตั้งแต่ 45-2,076 บาทต่อตัน
  • ตลาดคาร์บอนเครดิต โลกจะเติบโต 21.6% ต่อปี สู่ 4.13 พันล้านดอลลาร์ในปี 2572
  • โซลาร์เซลล์ช่วยสร้างคาร์บอนเครดิต Scope 2 ได้ทันที — Powervault ดูแลตั้งแต่ติดตั้งถึงขอขึ้นทะเบียน T-VER

คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) คืออะไร

คาร์บอนเครดิต คือ หน่วยวัดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หนึ่งหน่วยคาร์บอนเครดิตเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) จำนวน 1 ตัน ถ้าอธิบายให้ง่ายขึ้น คาร์บอนเครดิตเปรียบเป็นใบเสร็จที่ได้เมื่อลดการปล่อยคาร์บอนได้ตามที่กำหนด

องค์กรที่สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่าที่กำหนด จะได้รับเครดิตส่วนเกินนี้ไปขายให้กับองค์กรอื่นที่ยังไม่สามารถลดได้ตามเป้า กลายเป็น “ตลาดคาร์บอนเครดิต” ที่ทั้งช่วยลดโลกร้อนและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ตารางข้อมูลค่าศักยภาพที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (ที่มา: T-VER)

ก๊าซเรือนกระจก ค่า GWP (100 ปี)
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) 1
ก๊าซมีเทน (CH₄) 25
ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N₂O) 298

รู้จักกับตลาดคาร์บอนเครดิต

คาร์บอนเครดิตคืออะไร ทำไมถึงสำคัญ

แล้วคาร์บอน เครดิต ซื้อขายยังไง? ปัจจุบันมีตลาดคาร์บอนเครดิต 2 ประเภทหลัก ๆ ที่ต้องรู้จักดังนี้

ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคบังคับ

ตลาดคาร์บอนเครดิตที่รัฐบาลบังคับ มีกฎหมายรองรับชัดเจน อย่างในยุโรปที่มีระบบ EU ETS หรือที่ไทยเรากำลังจะมีกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะบังคับให้โรงงานใหญ่ ๆ ต้องรายงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ภายในปี 2573 ไทยจะเริ่มมีระบบ Emissions Trading System เต็มรูปแบบ หมายความว่าถ้าโรงงานคุณปล่อยก๊าซเกินเป้า ก็ต้องไปซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชย หากไม่มีการบริหารจัดการการปล่อยคาร์บอน องค์กรอาจต้องรับภาระภาษีคาร์บอนในอัตราประมาณ 200 บาทต่อตัน

ตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ

ตลาดที่ธุรกิจเข้าร่วมเอง ไม่มีใครบังคับ แต่ทำเพราะอยากสร้างภาพลักษณ์ที่ดี อยากตอบโจทย์ลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม หรืออยากเตรียมตัวก่อนที่กฎหมายจะมาถึง

ในไทย เรามีระบบ T-VER ของ อบก. (องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก) เป็นตัวรับรองมาตรฐาน และกำลังอัพเกรดเป็น Premium T-VER เพื่อให้ได้มาตรฐานสากล

ประโยชน์ของคาร์บอนเครดิต

มองในระยะสั้น คาร์บอนเครดิตช่วยสร้างรายได้เสริมให้ธุรกิจที่ลดคาร์บอนได้ดี เป็นเหมือนรางวัล สำหรับคนที่ทำดี พร้อมกับช่วยให้ธุรกิจที่ยังปรับตัวไม่ทันมีทางเลือกในการชดเชย

แต่ที่สำคัญกว่า คือประโยชน์ระยะยาว คาร์บอนเครดิตช่วยให้ธุรกิจบรรลุเป้าหมาย Net Zero ได้จริง โดยเฉพาะการใช้คาร์บอนเครดิตแบบ Removal ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนที่ตกค้างในอากาศ

ทำไมภาคธุรกิจถึงต้องหันมาสนใจคาร์บอนเครดิต

เพราะวันนี้สิ่งแวดล้อมไม่ใช่แค่ภาพลักษณ์ที่ดี แต่คือ “ความได้เปรียบทางการแข่งขัน” ของธุรกิจ

  1. กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น — CBAM ของยุโรปจะเริ่มเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้า และคู่ค้าต่างชาติเริ่มกำหนดให้ Supply Chain ต้องลดคาร์บอน
  2. ความคาดหวังของผู้บริโภค — โดยเฉพาะ Gen Z ที่พร้อมจ่ายแพงขึ้น 10-20% ถ้าสินค้านั้นเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  3. การเข้าถึงแหล่งเงินทุน — ธนาคารหลายแห่งเริ่มให้ดอกเบี้ยพิเศษกับธุรกิจที่มี ESG ดี และกองทุนต่าง ๆ ลงทุนเฉพาะในบริษัทที่มีแผนลดคาร์บอนชัดเจน

การพัฒนาโครงการคาร์บอนเครดิต

โครงการคาร์บอนเครดิต เปิดให้ทำได้หลายประเภท ตั้งแต่พลังงานทดแทน การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการขยะ ไปจนถึงการปลูกป่า

ขั้นตอนการพิจารณาขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER

  1. เตรียมเอกสารข้อเสนอโครงการ (PDD) ที่ต้องผ่านการประเมินจากผู้ประเมินภายนอก (VVB)
  2. ยื่นขอขึ้นทะเบียนกับ อบก. พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียม 3,000 บาท (โครงการปลูกป่าไม่ต้องจ่าย)
  3. อบก. ตรวจสอบเอกสาร ใช้เวลา 1-2 วันทำการ
  4. คณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรอง ใช้เวลา 30 วันทำการ
  5. คณะกรรมการ อบก. อนุมัติและออกใบรับรอง

*โครงการต้องเริ่มทำไม่เกิน 3 ปีก่อนยื่นขอ ถ้าเป็นโครงการป่าไม้จะผ่อนผันให้ถึง 5 ปี

คาร์บอนเครดิตกับประเทศไทย

ไทยเรามีความได้เปรียบหลายอย่าง เริ่มจากการที่เรามีระบบ T-VER มานานกว่า 10 ปี ทำให้มีความพร้อมมากกว่าหลายประเทศในอาเซียน ราคาคาร์บอนเครดิตในไทยโตขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะโครงการป่าไม้ที่ขายได้ถึง 300-2,076 บาทต่อตัน สูงกว่าโครงการพลังงานทดแทนที่ขายได้แค่ 45-250 บาทต่อตัน

เทรนด์คาร์บอนเครดิตในปี 2569

ปี 2569 จะเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดคาร์บอนเครดิตโลก จากรายงานล่าสุด ตลาดคาร์บอนเครดิตโลกจะโตจาก 1.55 พันล้านดอลลาร์ในปี 2567 เป็น 1.89 พันล้านดอลลาร์ในปี 2569 และพุ่งไปถึง 4.13 พันล้านดอลลาร์ในปี 2572 คิดเป็นการเติบโต 21.6% ต่อปี

อีกเทรนด์ที่น่าจับตาคือ คาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง (High-Quality Credits) จะมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะโครงการที่มี Co-benefits ชัดเจน อย่างการสร้างงาน การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ คาร์บอนเครดิต

Q: คาร์บอนเครดิต คืออะไร?

A: คาร์บอนเครดิต คือ ใบรับรองที่แสดงว่าองค์กรหนึ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 1 ตัน CO₂eq โดยสามารถนำคาร์บอนเครดิต นี้ไปขายให้กับองค์กรที่ยังปล่อยคาร์บอนเกินเป้าหมาย ช่วยสร้างรายได้จากการลดคาร์บอน

Q: คาร์บอน เครดิต ซื้อขายยังไง?

A: ในไทยซื้อขายผ่านระบบ T-VER ของ อบก. ซึ่งเป็นตลาดภาคสมัครใจ ผู้ที่ลดคาร์บอนได้สามารถลงทะเบียนโครงการ ได้รับใบรับรอง แล้วนำไปประกาศขายผ่านแพลตฟอร์มของ อบก. ราคาตั้งแต่ 45-2,076 บาทต่อตัน ขึ้นกับประเภทโครงการ

Q: โซลาร์เซลล์สร้างคาร์บอนเครดิตได้จริงไหม?

A: ได้จริง การติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้า ซึ่งเป็นการลด Scope 2 โดยตรง สามารถนำมาขึ้นทะเบียนเป็น T-VER ในหมวดพลังงานทดแทนได้ ระบบ 100 kW สามารถสร้าง คาร์บอนเครดิต ได้ประมาณ 90-100 ตัน CO₂eq ต่อปี

Q: SME เริ่มสร้างคาร์บอนเครดิตได้ไหม?

A: ได้ เพราะไม่จำกัดขนาดธุรกิจ แต่ต้องมีปริมาณการลดคาร์บอนที่วัดได้และผ่านการรับรองจาก VVB (Validation and Verification Body) ที่ได้รับการรับรองจาก อบก. Powervault สามารถช่วยแนะนำกระบวนการขึ้นทะเบียน T-VER ให้ได้

Q: คาร์บอนเครดิต ต่างจาก Carbon Offset อย่างไร?

A: คาร์บอนเครดิต เป็นคำกว้าง ๆ หมายถึงหน่วยวัดการลด/ดูดซับคาร์บอน ส่วน Carbon Offset คือการซื้อคาร์บอนเครดิต เพื่อ “ชดเชย” การปล่อยคาร์บอนของตัวเอง พูดง่าย ๆ คือ Offset คือ “การนำคาร์บอนเครดิต ไปใช้” นั่นเอง

เริ่มสร้างคาร์บอนเครดิตด้วยโซลาร์เซลล์ไปกับ Powervault

ตัวอย่างงานติดตั้งโซลาร์เซลล์จาก powervault

การสร้างคาร์บอนเครดิตที่ไม่ควรมองข้ามและจับต้องได้จริงง่ายมากที่สุดในวันนี้คือ “โซลาร์เซลล์” เพราะการใช้พลังงานสะอาดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุดในการลดการปล่อยคาร์บอน 

Powervault ผ่านประสบการณ์ติดตั้งโซลาร์เซลล์ระดับ Mega Project ให้กับธุรกิจต่าง ๆ มามากกว่า 700 โครงการ นอกจากการประหยัดค่าไฟแล้ว ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีพร้อมกับลดการปล่อยคาร์บอนได้จริง เราไม่ได้แค่ติดตั้งโซลาร์เซลล์ แต่ดูแลตั้งแต่การประเมินศักยภาพและให้คำปรึกษาการขอขึ้นทะเบียน T-VER

 

ติดต่อ Powervault วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาฟรี

ติดต่อเราได้เลย :
โทร : 02 397 1137
Email : sunisa.p@powervaultthailand.com
Line : Click