Key Highlight
- Solar Farm คือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1 MW ขึ้นไป ออกแบบมาเพื่อขายไฟฟ้าเข้าระบบ Grid
- มี 3 ประเภทหลัก: Fixed System, Floating Solar และ Tracking System
- ต้นทุน Solar Farm 1 MW ในปัจจุบันอยู่ที่ 30-40 ล้านบาท ลดลงกว่า 70% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
- ประเทศไทยต้องการ Solar Farm เพิ่มอีกกว่า 10,000 MW เพื่อบรรลุเป้า PDP 2024
โซลาร์ฟาร์ม คืออะไร?
Solar Farm คือ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่ออกแบบมาเพื่อผลิตไฟฟ้าและจำหน่ายให้กับระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Grid) โดยทั่วไปจะมีขนาดตั้งแต่ 1 เมกะวัตต์ขึ้นไป และติดตั้งบนพื้นที่กว้างใหญ่ หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Solar Power Plant
สิ่งที่ทำให้ โซลาร์ฟาร์ม แตกต่างจากระบบโซลาร์เซลล์ทั่วไป คือ มันถูกออกแบบมาเพื่อเป็น “โรงไฟฟ้า” ที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง แต่เป็นการสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้อื่น ๆ ผ่านระบบของการไฟฟ้า
Solar Farm และ Solar Floating แตกต่างกันอย่างไร

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า Solar Farm และ Solar Floating เป็นสิ่งเดียวกัน ซึ่งไม่ได้ผิดไปซะทีเดียว หากกล่าวง่าย ๆ Solar Floating นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของ Solar Farm ไม่ใช่สิ่งที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง
ความแตกต่างระหว่าง Solar Farm และ Solar Floating หลัก ๆ เลยคือพื้นที่ในการติดตั้ง โดยโซลาร์ฟาร์มจะติดตั้งบนพื้นดิน โดยอาจใช้เทคโนโลยีการติดตั้งแบบต่าง ๆ เช่น แบบยึดอยู่กับที่ แบบหมุนตามดวงอาทิตย์ หรือแม้แต่แบบลอยน้ำ ส่วน Solar Floating เป็นเพียงเทคโนโลยีการติดตั้งหนึ่งของ Solar Farm ที่ติดตั้งบนผิวน้ำ เช่น อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ หรือบ่อน้ำ นั้นเอง
ประเภทของการทำฟาร์มโซลาร์เซลล์
เราคงเริ่มเข้าใจกันแล้วว่าโซลาร์ฟาร์มไม่ได้มีเพียงแค่แบบที่ติดตั้งอยู่บนพื้น ถัดมาเราจะพามาทำความรู้จัก Solar Farm แต่ละประเภท มีการจำแนกอย่างไร
การติดตั้งแบบยึดอยู่กับที่ (Fixed System)
ระบบโซลาร์ฟาร์ม แบบยึดอยู่กับที่ (Fixed System) หรือ Ground Mount System เป็นวิธีการติดตั้งที่ง่ายและประหยัดที่สุด โดยแผงโซลาร์เซลล์จะถูกติดตั้งในมุมคงที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพื้นที่นั้น ๆ
ถึงแม้จะให้ผลผลิตน้อยกว่าระบบอื่น แต่ระบบนี้มีความเชื่อถือได้สูง ต้นทุนบำรุงรักษาต่ำ ผลิตไฟฟ้าได้เสถียร และมีอายุการใช้งานยาวนาน
| จุดเด่น | ข้อสังเกตุ |
|
|
การติดตั้งโซลาร์ฟาร์มแบบลอยน้ำ (Floating System)
การติดตั้งโซลาร์ฟาร์มแบบลอยน้ำ หรือ ระบบ Floating Solar เป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจที่สุดในปัจจุบัน โดยการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนผิวน้ำจะให้ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าการติดตั้งบนพื้นดินประมาณ 10-15% เนื่องจากน้ำช่วยในการระบายความร้อน
ข้อดีสำคัญของระบบนี้ คือ ไม่ต้องใช้พื้นดิน สามารถลดการระเหยของน้ำได้ถึง 70% และยังช่วยลดการเติบโตของสาหร่ายในแหล่งน้ำอีกด้วย
| จุดเด่น | ข้อสังเกตุ |
|
|
การติดตั้งแบบหมุนตามดวงอาทิตย์ (Tracking System)
การติดตั้งแบบหมุนตามดวงอาทิตย์ (Tracking System) ด้วย Single-axis tracking และ Dual-axis tracking ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ทำให้แผงโซลาร์เซลล์สามารถหมุนตามแสงอาทิตย์ได้ตลอดวัน ส่งผลให้ได้รับแสงอาทิตย์อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ระบบ Tracking สามารถเพิ่มผลผลิตได้ 25-35% เมื่อเทียบกับระบบแบบยึดอยู่กับที่ แต่มีต้นทุนการลงทุนและบำรุงรักษาที่สูงกว่า
| จุดเด่น | ข้อสังเกตุ |
|
|
ภายในโซลาร์ฟาร์ม: สถาปัตยกรรมพลังงานที่ซับซ้อนกว่าที่คิด
Solar Farm ไม่ได้ประกอบด้วยเพียงแผงโซลาร์เซลล์เท่านั้น แต่เป็นระบบที่ซับซ้อนประกอบด้วยองค์ประกอบหลายส่วน
ระบบ DC Collection รับหน้าที่รวบรวมกระแสไฟฟ้ากระแสตรงจากแผงโซลาร์เซลล์แต่ละตัว ส่งไปยัง Inverter เพื่อแปลงเป็นกระแสสลับ
ระบบ SCADA และ Monitoring ทำหน้าที่ตรวจสอบสถานะการทำงานของระบบตลอด 24 ชั่วโมง สามารถควบคุมระบบจากระยะไกล และแจ้งเตือนเมื่อเกิดปัญหา
ระบบรักษาความปลอดภัย ประกอบด้วยระบบป้องกันฟ้าผ่า ระบบสัญญาณเตือนภัย และระบบดับเพลิงเฉพาะ ที่ออกแบบมาสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า
สถานีไฟฟ้าแรงสูง เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่าง Solar Farm กับระบบส่งไฟฟ้าของการไฟฟ้า รวมถึงหม้อแปลงแรงสูงและอุปกรณ์ป้องกันระบบไฟฟ้า
อยากติดตั้ง Solar Farm ต้องเริ่มอย่างไร

การพัฒนา Solar Farm ที่ประสบความสำเร็จต้องอาศัยการวางแผนที่ละเอียดและขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นระบบ จากประสบการณ์ที่เราได้สัมผัสกับโครงการต่าง ๆ มากมาย จึงอยากแนะนำขั้นตอนแบบ Step by Step ให้กับคุณ
1. สำรวจพื้นที่และศึกษาความเป็นไปได้
ขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุดก่อนติดตั้ง Solar Farm คือ การประเมินศักยภาพของพื้นที่อย่างครอบคลุม การวิเคราะห์ทิศทางและความเข้มของแสงอาทิตย์ สภาพภูมิประเทศ และปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า
การคำนวณกำลังการผลิตที่เป็นไปได้ต้องพิจารณาจากข้อมูล Solar Irradiation ของพื้นที่ รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมายเรื่องการใช้ประโยชน์ที่ดิน การวิเคราะห์ความคุ้มค่าทางการเงินในขั้นตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าโครงการมีความเป็นไปได้หรือไม่
2. ยื่นขออนุญาตและดำเนินการทางกฎหมาย
กระบวนการขออนุญาตเป็นขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลานาน ผู้ประกอบการต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้าง (แบบ อ.1) ต่อหน่วยงานท้องถิ่น ลงทะเบียนแจ้งประกอบกิจการพลังงานที่สำนักงาน กกพ. และขออนุญาตขนานไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ติดตั้งโซลาร์ฟาร์มขนาดไม่เกิน 1,000 กิโลวัตต์ (1 MW) มีสิทธิ์ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (ร.ง.4) ซึ่งเป็นการปรับปรุงกฎระเบียบที่ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาดำเนินการสำหรับโครงการขนาดเล็กถึงกลางได้อย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับโครงการที่ต้องการขายไฟฟ้า จำเป็นต้องทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันต้องผ่านกระบวนการประมูลในระบบ Auction ที่มีการจัดประมูลโดย กฟผ. (EGAT) หรือ กฟภ. (PEA) ตามรอบประกาศ TOR
3. ออกแบบระบบโซลาร์ฟาร์ม
การออกแบบระบบ Solar Farm ต้องสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และเป้าหมายการใช้งาน การเลือกเทคโนโลยีการติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นแบบ Fixed, Tracking หรือ Floating ต้องพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนและความเสี่ยง
การกำหนดขนาดและตำแหน่งของแผงโซลาร์เซลล์ ชุดอุปกรณ์ควบคุม อินเวอร์เตอร์ และระบบ Energy Storage (หากจำเป็น) ต้องคำนึงถึงการขยายตัวในอนาคตและความสะดวกในการบำรุงรักษา
4. ติดตั้ง ทดสอบระบบโซลาร์ฟาร์ม และเชื่อมต่อกับกริดไฟฟ้า
การติดตั้งระบบโซลาร์ฟาร์มตามแบบที่ได้ออกแบบไว้ ต้องอาศัยทีมงานที่มีประสบการณ์และการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด การทดสอบระบบก่อนเชื่อมต่อกับ Grid เป็นขั้นตอนที่สำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าระบบทำงานได้ตามมาตรฐานที่การไฟฟ้ากำหนด
การเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าต้องผ่านการตรวจสอบและรับรองจากการไฟฟ้า รวมถึงการติดตั้งมิเตอร์วัดการผลิตไฟฟ้าและระบบ Monitoring ที่สามารถส่งข้อมูลแบบ Real-time ได้
5. บำรุงรักษาและติดตามผล
การบำรุงรักษาอย่างสม่ำเสมอเป็นกุญแจสำคัญของความสำเร็จ Solar Farm การทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ การตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ไฟฟ้า และการซ่อมแซมเมื่อจำเป็น จะช่วยรักษาประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้อยู่ในระดับสูง
เศรษฐศาสตร์ Solar Farm: ตัวเลขที่นักลงทุนต้องรู้
โซลาร์ฟาร์ม 1 MW ลงทุนเท่าไหร่
ต้นทุนการลงทุน Solar Farm ขนาด 1 เมกะวัตต์ในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30-40 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับประเภทของระบบและสถานที่ติดตั้ง จากข้อมูลของ EGAT ที่เปิดเผยว่าโครงการ Floating Solar Farm 3 แห่ง รวม 348 MW มีงบลงทุน 13,000 ล้านบาท หรือประมาณ 37 ล้านบาทต่อ MW ซึ่งลดลงจากเมื่อ 5 ปีที่แล้วที่อยู่ที่ 45-50 ล้านบาท
การแบ่งสัดส่วนต้นทุนจะเป็น: แผงโซลาร์เซลล์ 40%, Inverter และอุปกรณ์ไฟฟ้า 25%, โครงสร้างและการติดตั้ง 20%, ที่ดินและการขออนุญาต 15%
โดยเฉลี่ย Solar Farm 1 MW สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 1.5-1.8 ล้านหน่วยต่อปี ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศและตำแหน่งที่ตั้ง
แล้วเริ่มลงทุนโซลาร์ฟาร์มตอนนี้ยังคุ้มไหม
คำตอบคือ “คุ้ม” แต่ต้องเข้าใจรูปแบบการลงทุนที่เปลี่ยนไป
ในอดีต รัฐบาลมีการรับซื้อไฟฟ้าในราคา Adder และ Feed-in Tariff ที่สูง ทำให้ IRR ของโครงการอยู่ที่ 12-15% ปัจจุบันต้องแข่งขันผ่านระบบ Auction ที่ราคารับซื้อลดลง แต่ต้นทุนการลงทุนก็ลดลงเช่นกัน
รูปแบบการลงทุนใหม่ที่น่าสนใจคือ Corporate PPA (Power Purchase Agreement) ที่บริษัทขนาดใหญ่ต้องการซื้อไฟฟ้าสะอาดเพื่อตอบโจทย์ Net Zero ทำให้ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดี
อีกหนึ่งโอกาสคือ Rooftop Solar บน Commercial & Industrial ที่มีอัตราการเติบโตสูงและมีความแน่นอนของรายได้มากกว่า
อนาคตของ Solar Farm ในประเทศไทย

ตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) 2024 ประเทศไทยตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดภายในปี 2037 ซึ่งโซลาร์เซลล์จะเป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้ หมายความว่ายังต้องการ Solar Farm เพิ่มอีกมากกว่า 10,000 เมกะวัตต์
เทรนด์ที่น่าสนใจในอนาคตอันใกล้ คือ การผสมผสานระหว่าง Solar Farm กับเทคโนโลยี Energy Storage เพื่อแก้ปัญหาความไม่แน่นอนของพลังงานแสงอาทิตย์
Agri-PV หรือ การทำการเกษตรร่วมกับ Solar Farm กำลังเป็นที่สนใจมากขึ้น เนื่องจากช่วยแก้ปัญหาการใช้ที่ดินและสร้างรายได้ให้เกษตรกรพร้อมกัน
การพัฒนา Smart Grid และ Virtual Power Plant จะทำให้ Solar Farm ขนาดเล็กสามารถเชื่อมต่อและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Solar Farm
Q: Solar Farm กับ Rooftop Solar ต่างกันอย่างไร?
A: Solar Farm คือโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1 MW ที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเข้าระบบ Grid ส่วน Rooftop Solar เป็นระบบขนาดเล็กที่ติดตั้งบนหลังคาเพื่อใช้เอง หรือขายส่วนเกินให้การไฟฟ้า
Q: ใช้พื้นที่เท่าไหร่สำหรับ Solar Farm 1 MW?
A: โดยเฉลี่ยใช้พื้นที่ประมาณ 8-12 ไร่ (หากใช้เทคโนโลยีแผงปัจจุบันที่ประสิทธิภาพสูง อาจลดลงเหลือ 7-9 ไร่)
หมายเหตุ: ข้อมูลเดิม 2-4 ไร่ อาจจะน้อยไปสำหรับระบบ Farm ขนาดใหญ่ที่ต้องเว้นระยะห่างระหว่างแถวเพื่อกันเงาบังกัน
Q: Solar Farm ต้องขออนุญาตจากหน่วยงานไหนบ้าง?
A: ต้องขออนุญาตจาก (1) หน่วยงานท้องถิ่น (แบบ อ.1) (2) สำนักงาน กกพ. (3) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค/นครหลวง สำหรับการขนานระบบ และ (4) EGAT/PEA สำหรับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า
Q: Solar Farm คืนทุนกี่ปี?
A: โดยทั่วไป Solar Farm มีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 7-12 ปี ขึ้นอยู่กับรูปแบบสัญญาขายไฟฟ้า ต้นทุนการลงทุน และสภาพพื้นที่
เพราะเราเชื่อว่า Solar Farm ไม่ใช่เพียงแค่การลงทุน แต่เป็นการมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืน
ติดต่อ Powervault วันนี้เพื่อรับคำปรึกษาฟรี!
ติดต่อเราได้เลย :
โทร : 02 397 1137
Email : sunisa.p@powervaultthailand.com
Line : Click

