Key Highlight:
- Carbon Footprint คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกิจกรรมต่าง ๆ วัดในหน่วย “คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” (CO₂eq)
- แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ บริการ และองค์กร
- ธุรกิจสามารถลด carbon footprint ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์และเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก เลขาธิการสหประชาชาติถึงกับเรียกสถานการณ์ปัจจุบันว่า “ยุคโลกเดือด” (Global Boiling) ไม่ใช่แค่โลกร้อนอีกต่อไป สำหรับธุรกิจยุคใหม่ การทำความเข้าใจเรื่อง carbon footprint จึงไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน
ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดในโลก ข้อมูลนี้ทำให้เราต้องตระหนักว่า carbon footprint คือ เรื่องใกล้ตัวที่ทุกองค์กรต้องให้ความสำคัญ
Carbon Footprint คืออะไร
Carbon Footprint หรือ “รอยเท้าคาร์บอน” คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานของบุคคล องค์กร หรือกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ โดยวัดเป็นหน่วย “คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” (CO₂eq)
การคำนวณนี้ไม่ได้รวมแค่ก๊าซ CO₂ เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ เช่น มีเทน (CH₄) และไนตรัสออกไซด์ (N₂O) โดยแปลงค่าเป็นหน่วยเดียวกันเพื่อให้เปรียบเทียบได้
Carbon Footprint มีกี่ประเภท

การจำแนกประเภทของ Carbon Footprint ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ (CFP)
วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดซาก ในไทย TGO ได้พัฒนา “ฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์” เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร (CFO)
ประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดขององค์กรในช่วงเวลาหนึ่ง แบ่งเป็น 3 ขอบเขต ได้แก่ Scope 1 (การปล่อยโดยตรง), Scope 2 (พลังงานที่ซื้อมาใช้) และ Scope 3 (ห่วงโซ่คุณค่า)
คาร์บอนฟุตพริ้นท์ของบริการ
สำหรับภาคบริการที่ไม่มีสินค้าจับต้องได้ เช่น โรงแรมและการท่องเที่ยว จะใช้หน่วยวัดเฉพาะ เช่น “ต่อห้องพักที่มีแขกเข้าพัก” หรือ “ต่อพื้นที่จัดประชุม” ตามมาตรฐาน Hotel Carbon Measurement Initiative (HCMI) โดยเป็นการคิดองค์รวมระหว่าง CFP และ CFO
ทำไม Carbon Footprint ถึงเป็นสิ่งสำคัญ
Carbon footprint กลายเป็น “ใบเบิกทาง” ในการค้าโลกใหม่ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องรายงานข้อมูลคาร์บอน ทำให้ข้อมูลนี้มีความสำคัญเทียบเท่างบการเงินของบริษัท องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนยั่งยืน (Green Finance) และดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ได้ดีกว่า
ผลกระทบของ Carbon Footprint ต่อโลกของเรา
ภาคเกษตรกรรมไทยซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรกว่า 12 ล้านคน กำลังเผชิญความแปรปรวนของสภาพอากาศ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและการกัดเซาะชายฝั่งสร้างความเสียหายกว่า 6,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าประชาชนกว่า 2.4 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมชายฝั่งภายในปี 2070-2100 ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นผลกระทบที่ใหญ่มาก ภาคธุรกิจจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบนี้ได้ ด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนนั่นเอง
วิธีการคำนวณ Carbon Footprint
เครื่องมือและมาตรฐานการวัดผล
มาตรฐานสากลที่ใช้ ได้แก่ ISO 14064-1 สำหรับระดับองค์กร, ISO 14067 สำหรับผลิตภัณฑ์ และ GHG Protocol ที่ภาคธุรกิจนิยมใช้มากที่สุด ในไทย TGO เป็นหน่วยงานกลางที่กำหนดค่า Emission Factor เฉพาะของประเทศ
ขั้นตอนการคำนวณ
สมการพื้นฐาน: Activity Data × Emission Factor = GHG Emissions
(ข้อมูลกิจกรรมที่วัดได้) × (ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อย) = (ปริมาณก๊าซเรือนกระจก)
- กำหนดขอบเขตองค์กรและการดำเนินงาน
- เก็บรวบรวมข้อมูล (ใบเสร็จค่าไฟ บันทึกการใช้น้ำมัน)
- คำนวณโดยคูณข้อมูลกิจกรรมกับค่า Emission Factor (สามารถตรวจสอบได้ที่ TGO)
- ทวนสอบโดยผู้ตรวจสอบอิสระ
- จัดทำรายงานและเปิดเผยข้อมูล
จะลด Carbon Footprint ยังไงให้ยั่งยืน
- หลีกเลี่ยงและลด (Avoid & Reduce): เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ใช้ระบบ Variable Speed Drive ในมอเตอร์
- เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด: ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพ เปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
- ชดเชย (Offset): ซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER หรือลงทุนปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอน
Carbon Footprint กับภาคธุรกิจในไทย
ปตท. ตั้งเป้า Carbon Neutrality ภายในปี 2040 และ Net Zero ปี 2050 SCG พัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่ลดการปล่อย CO₂ ได้ 10-30% ส่วน CP Group ประกาศยกเลิกการใช้ถ่านหินในกิจการไทยตั้งแต่ปี 2022 SMEs ก็เริ่มใช้เครื่องมือคำนวณของ TGO และเข้าร่วมโครงการ LESS เพื่อสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต
ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าองค์กรชั้นนำของไทยเริ่มปรับตัวอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและสร้าง Carbon Credit เพื่อปรับตัวรับกับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปที่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น
ติดตั้งโซลาร์เซลล์กับ Powervault เริ่มต้นลด Carbon Footprint อย่างยั่งยืน

การติดตั้งโซลาร์เซลล์คือหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลด Carbon Footprint ขององค์กร โดยเฉพาะ Scope 2 ที่เกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้า
Powervault พร้อมเป็นพันธมิตรในการพาธุรกิจของคุณสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยประสบการณ์ติดตั้งโซลาร์เซลล์ระดับ Mega Project มากกว่า 700 โครงการ ให้กับโรงงานและอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วประเทศ เราเข้าใจความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจและพร้อมออกแบบระบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ
ติดต่อ Powervault วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
ติดต่อเราได้เลย :
โทร : 02 397 1137
Email : sunisa.p@powervaultthailand.com
Line : Click

