Carbon Footprint คืออะไร สิ่งสำคัญที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องรู้!

Carbon Footprint คือ

Key Highlight:

  • Carbon Footprint คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยจากกิจกรรมต่าง ๆ 
  • แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ บริการ และองค์กร
  • ธุรกิจสามารถลด Carbon Footprint ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการติดตั้งโซลาร์เซลล์และเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากที่สุดในโลก (ข้อมูลจาก Global Climate Risk Index (CRI) ของ Germanwatch) ข้อมูลนี้ทำให้เราต้องตระหนักว่า Carbon Footprint คือ เรื่องใกล้ตัวที่ทุกคนควรรู้และองค์กรต้องให้ความสำคัญ

Carbon Footprint คืออะไร

Carbon Footprint หรือ “รอยเท้าคาร์บอน” คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานของบุคคล องค์กร หรือกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ โดยวัดเป็นหน่วย “คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า” (CO₂eq)

ซึ่งก๊าซเรือนกระจกแต่ละชนิดมีศักยภาพทำให้โลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) ต่างกัน มีเทน 1 ตันร้อนกว่า CO₂ ถึง 25 เท่า ไนตรัสออกไซด์ 298 เท่า หน่วย CO₂eq (Carbon Dioxide Equivalent) จึงเป็นหน่วยกลางที่แปลงก๊าซทุกชนิดให้เทียบกับ CO₂ ได้ ทำให้องค์กรสามารถเปรียบเทียบผลกระทบจากแหล่งต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐานเดียว

การคำนวณนี้ไม่ได้รวมแค่ก๊าซ CO₂ เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมก๊าซเรือนกระจกชนิดอื่น ๆ เช่น มีเทน (CH₄) และไนตรัสออกไซด์ (N₂O) โดยแปลงค่าเป็นหน่วยเดียวกันเพื่อให้เปรียบเทียบได้

Carbon Footprint ระดับบุคคล vs องค์กร vs ผลิตภัณฑ์

แม้จะใช้ชื่อเดียวกัน แต่ขอบเขตต่างกันมาก:

  • ระดับบุคคล: รอยคาร์บอนจากวิถีชีวิต เช่น การขับรถ ใช้ไฟฟ้า บินท่องเที่ยว การกิน (คนไทยเฉลี่ย 4-5 ตัน CO₂eq/ปี, คนอเมริกัน 16 ตัน)
  • ระดับองค์กร: ผลรวมของกิจกรรมทั้งบริษัท ตั้งแต่เผาพลังงาน ซื้อไฟ ขนส่ง ผลิต ใช้วัตถุดิบ (บริษัทขนาดกลาง 100-10,000 ตัน CO₂eq/ปี, SCG ~35 ล้านตัน/ปี)
  • ระดับผลิตภัณฑ์: ตลอดวัฏจักรชีวิตของสินค้า 1 ชิ้น จากวัตถุดิบถึงกำจัด (เช่น กางเกงยีนส์ 1 ตัว ~33 kg CO₂eq, โทรศัพท์มือถือใหม่ ~70 kg CO₂eq)

Carbon Footprint มีกี่ประเภทประเภทของ carbon footprint

การจำแนกประเภทของ Carbon Footprint ช่วยให้องค์กรสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก

Carbon Footprint ของผลิตภัณฑ์ (CFP)

วัดปริมาณก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า การใช้งาน ไปจนถึงการกำจัดซาก ในไทย TGO ได้พัฒนา “ฉลากCarbon Footprint” เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภค

Carbon Footprint ขององค์กร (CFO)

ประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดขององค์กรในช่วงเวลาหนึ่ง แบ่งเป็น 3 ขอบเขต:

  • Scope 1 (Direct Emissions): การปล่อยโดยตรงจากกิจกรรมขององค์กร
    น้ำมันเบนซินที่รถบริษัทใช้, แก๊สหุงต้มในโรงงาน, เตาเผาในกระบวนการผลิต มักเป็นส่วนน้อยสำหรับธุรกิจสำนักงาน แต่เป็นส่วนใหญ่สำหรับโรงงานหนัก
  • Scope 2 (Indirect Energy): ไฟฟ้าที่ซื้อจากการไฟฟ้า เป็นส่วนใหญ่ของธุรกิจบริการและสำนักงาน การติดโซลาร์เซลล์ช่วยลด Scope 2 ได้โดยตรง ระบบ 100 kW ลด Scope 2 ได้ ~90-100 ตัน CO₂eq/ปี
  • Scope 3 (Value Chain): 15 หมวดย่อยตาม GHG Protocol เช่น การเดินทางของพนักงาน (business travel), การขนส่งจากซัพพลายเออร์, การใช้สินค้าของลูกค้า มักเป็นส่วนใหญ่สุด (60-90%) และวัดยากที่สุด

บริษัทจดทะเบียนไทยและบริษัทข้ามชาติเริ่มรายงาน Scope 1 + 2 ตั้งแต่ปี 2564 ส่วน Scope 3 จะเริ่มบังคับในปี 2569 สำหรับบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่ส่งออก EU

Carbon Footprint ของบริการ

สำหรับภาคบริการที่ไม่มีสินค้าจับต้องได้ เช่น โรงแรมและการท่องเที่ยว จะใช้หน่วยวัดเฉพาะ เช่น “ต่อห้องพักที่มีแขกเข้าพัก” หรือ “ต่อพื้นที่จัดประชุม” ตามมาตรฐาน Hotel Carbon Measurement Initiative (HCMI) โดยเป็นการคิดองค์รวมระหว่าง CFP และ CFO

บริการแต่ละประเภทใช้ “hน่วยเทียบ” (Functional Unit) แตกต่างกันเพื่อให้เปรียบเทียบได้ตรงหมวด:

  • โรงแรม: kg CO₂eq ต่อคืนห้องพัก (per room-night) โรงแรม 4-5 ดาวในไทยเฉลี่ย 20-40 kg, เกรดประหยัด 10-15 kg
  • ร้านอาหาร: kg CO₂eq ต่อมื้อ (per meal) เมนูเนื้อปกติ 3-7 kg, เมนูมังสวิรัติ 0.5-1.5 kg
  • การขนส่ง: g CO₂eq ต่อผู้โดยสาร-กิโลเมตร (per passenger-km) รถเมล์ 68g, รถไฟฟ้า BTS 45g, เครื่องบิน 285g, รถส่วนตัวคนเดียว 171g
  • การศึกษาและ IT: kg CO₂eq ต่อนักเรียน/ลูกค้า/ปี ใช้เป็น benchmark การวัดประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคาร

วิธีการคำนวณ Carbon Footprint

เครื่องมือและมาตรฐานการวัดผล

มาตรฐานสากลที่ใช้ ได้แก่ ISO 14064-1 สำหรับระดับองค์กร, ISO 14067 สำหรับผลิตภัณฑ์ และ GHG Protocol ที่ภาคธุรกิจนิยมใช้มากที่สุด ในไทย TGO เป็นหน่วยงานกลางที่กำหนดค่า Emission Factor เฉพาะของประเทศ

สำหรับธุรกิจที่เริ่มต้น แนะนำให้เลือกเครื่องมือตามขนาดและงบประมาณ:

  • TGO Online Calculator: ฟรี ใช้ง่าย เหมาะกับ SME ที่ต้องการประเมินเบื้องต้นก่อนจ้าง Consultant
  • GHG Protocol Worksheet: ฟรี ในรูปแบบ Excel จาก wri.org เหมาะกับบริษัทกลางที่มีฝ่ายบัญชีที่เข้าใจ Excel ขั้นสูง
  • Software มืออาชีพ: Watershed, Persefoni, Sweep สำหรับองค์กรใหญ่ที่ต้องจัดทำรายงานแบบ CDP, SBTi, หรือ IFRS S2

ขั้นตอนการคำนวณ

สมการพื้นฐาน: Activity Data × Emission Factor = GHG Emissions

  1. กำหนดขอบเขตองค์กรและการดำเนินงาน
  2. เก็บรวบรวมข้อมูล (ใบเสร็จค่าไฟ บันทึกการใช้น้ำมัน)
  3. คำนวณโดยคูณข้อมูลกิจกรรมกับค่า Emission Factor (สามารถตรวจสอบได้ที่ TGO)
  4. ทวนสอบโดยผู้ตรวจสอบอิสระ
  5. จัดทำรายงานและเปิดเผยข้อมูล

ตัวอย่างการคำนวณจริง: บริษัท SME ภาคบริการ

เพื่อให้เห็นภาพชัด ลองดูตัวอย่างบริษัทที่ปรึกษาขนาด 50 คน ใช้สำนักงานในกรุงเทพฯ ใช้รถบริษัท 3 คัน และมีการเดินทางต่างประเทศปีละ 10 ครั้ง การคำนวณ Scope 1 + 2 + 3 บางส่วนจะเป็นอย่างนี้:

แหล่งปล่อย กิจกรรม × Emission Factor ผลลัพธ์ (kg CO₂eq)
ไฟฟ้า (Scope 2) 50,000 kWh × 0.4999 24,995
น้ำมันดีเซลรถบริษัท (Scope 1) 3,000 ลิตร × 2.7446 8,234
ก๊าซ LPG (Scope 1) 500 kg × 3.09 1,545
Business Travel (Scope 3) 10 เที่ยวบิน × 0.5 ตัน 5,000
รวม (kg CO₂eq/ปี) 39,774 หรือ ~40 ตัน

ผลลัพธ์: บริษัทขนาดกลางนี้ปล่อยประมาณ 40 ตัน CO₂eq/ปี หรือเฉลี่ย 0.8 ตัน/คน/ปี ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยคนไทย (~4-5 ตัน/คน/ปี เพราะคำนวณรวมค่าไฟบ้าน อาหาร และอื่น ๆ) เหตุผลที่ธุรกิจลดได้ไวคือ ติดโซลาร์เซลล์ตัดส่วนใหญ่ของ Scope 2 ออกได้ทันที

เคล็ดลับจากที่ปรึกษา: ค่า Emission Factor ไฟฟ้าของไทย (กริด) อยู่ที่ 0.4999 kg CO₂eq/kWh ในปี 2566 (TGO) ลดลงจาก 0.5821 ในปี 2559 ตามสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น แต่การลด “ตัวเลขของตัวเอง” เร็วที่สุดคือการผลิตไฟใช้เองจากแสงอาทิตย์

ทำไม Carbon Footprint ถึงเป็นสิ่งสำคัญ

Carbon Footprint กลายเป็น “ใบเบิกทาง” ในการค้าโลกใหม่ มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรปกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องรายงานข้อมูลคาร์บอน ทำให้ข้อมูลนี้มีความสำคัญเทียบเท่างบการเงินของบริษัท องค์กรที่ปรับตัวได้เร็วจะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนยั่งยืน (Green Finance) และดึงดูดบุคลากรรุ่นใหม่ได้ดีกว่า

แรงกดดันด้านกฎระเบียบที่กำลังมาถึงธุรกิจไทย

องค์กรที่ยังคิดว่า Carbon Footprint เป็นเรื่อง “สมัครใจ” กำลังจะถูกทำให้เข้าใจผิด เพราะกฎระเบียบระหว่างประเทศและในประเทศกำลังเปลี่ยนเป็น “บังคับ” อย่างรวดเร็ว:

  • CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism): สหภาพยุโรปเริ่มเก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้านำเข้าเต็มรูปแบบในปี 2569 ครอบคลุมเหล็ก ซีเมนต์ อลูมิเนียม ปุ๋ย ไฮโดรเจน และไฟฟ้า ผู้ส่งออกไทยในหมวดเหล่านี้ต้องรายงาน Carbon Footprint ของสินค้าหรือเสียภาษีสูงขึ้น
  • พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ร่างไทย): คาดว่าจะผ่านในปี 2568-2569 กำหนดให้โรงงานที่ปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์ต้องรายงานและจ่ายภาษีคาร์บอน ประมาณ 200 บาทต่อตัน CO₂eq
  • SET ESG Metrics Disclosure: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนดให้บริษัทจดทะเบียนรายงาน GHG Emissions ใน One Report ตั้งแต่ปี 2567 และจะเข้มงวดขึ้นต่อเนื่อง

ผลประโยชน์ทางธุรกิจที่จับต้องได้

นอกเหนือจากการปฏิบัติตามกฎ Carbon Footprint ยังสร้างมูลค่าเชิงบวกให้ธุรกิจหลายด้าน:

  • ดอกเบี้ยเงินกู้ถูกลง: ธนาคารไทยหลายแห่งให้ Green Loan Rate ต่ำกว่าปกติ 0.25-0.50% สำหรับธุรกิจที่มีแผนลดคาร์บอนชัดเจน สำหรับสินเชื่อ 100 ล้านบาทหมายถึงประหยัดดอกเบี้ย 2.5-5 แสนบาท/ปี
  • เข้าถึงกองทุน ESG: กองทุนต่างประเทศที่มี Mandate ESG ลงทุนเฉพาะในบริษัทที่รายงาน Carbon Footprint และมีแผนลดที่ชัดเจน กองทุนเหล่านี้บริหารเงินกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ทั่วโลก
  • ชนะ Tender ภาครัฐและเอกชน: หน่วยงานรัฐและบริษัทใหญ่หลายแห่งเพิ่มเกณฑ์ “Green Procurement” ในการจัดซื้อจัดจ้าง ซัพพลายเออร์ที่มี Carbon Footprint ต่ำกว่าได้เปรียบในการประมูล
  • ดึงดูดลูกค้า Gen Z: ผลสำรวจ Nielsen พบว่า 73% ของ Gen Z ยอมจ่ายแพงกว่า 10-20% สำหรับแบรนด์ที่ยั่งยืน และ 83% ของพนักงานเด็กรุ่นใหม่เลือกนายจ้างจากนโยบายสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในปัจจัย

ผลกระทบของ Carbon Footprint ต่อโลกของเรา

ภาคเกษตรกรรมไทยซึ่งเป็นแหล่งรายได้ของเกษตรกรกว่า 12 ล้านคน กำลังเผชิญความแปรปรวนของสภาพอากาศ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลและการกัดเซาะชายฝั่งสร้างความเสียหายกว่า 6,000 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าประชาชนกว่า 2.4 ล้านคนอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมชายฝั่งภายในปี 2070-2100

ภาคธุรกิจจึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดผลกระทบนี้ได้ ด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนนั่นเอง

จะลด Carbon Footprint ยังไงให้ยั่งยืน

  1. หลีกเลี่ยงและลด (Avoid & Reduce): เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน เปลี่ยนหลอดไฟเป็น LED ใช้ระบบ Variable Speed Drive ในมอเตอร์
  2. เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด: ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงาน ใช้เชื้อเพลิงชีวมวลหรือก๊าซชีวภาพ เปลี่ยนยานพาหนะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า
  3. ชดเชย (Offset): ซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER หรือลงทุนปลูกป่าเพื่อเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอน

Carbon Footprint กับภาคธุรกิจในไทย

ปตท. ตั้งเป้า Carbon Neutrality ภายในปี 2040 และ Net Zero ปี 2050 SCG พัฒนาปูนซีเมนต์คาร์บอนต่ำที่ลดการปล่อย CO₂ ได้ 10-30% ส่วน CP Group ประกาศยกเลิกการใช้ถ่านหินในกิจการไทยตั้งแต่ปี 2022 SMEs ก็เริ่มใช้เครื่องมือคำนวณของ TGO และเข้าร่วมโครงการ LESS เพื่อสร้างรายได้เสริมจากคาร์บอนเครดิต 

ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าองค์กรชั้นนำของไทยเริ่มปรับตัวอย่างจริงจังมากขึ้นเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนและสร้าง Carbon Credit เพื่อปรับตัวรับกับมาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Carbon Footprint

Q: Carbon Footprint คืออะไร อธิบายแบบเข้าใจง่าย?

A: Carbon Footprint คือปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมของบุคคล องค์กร หรือผลิตภัณฑ์ วัดเป็นหน่วย CO₂eq (คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า) เปรียบได้กับ “รอยเท้า” ที่ทุกกิจกรรมทิ้งไว้บนโลก

Q: Carbon Footprint กับ Net Zero ต่างกันอย่างไร?

A: Carbon Footprint คือการวัดปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมา ส่วน Net Zero คือเป้าหมายที่ต้องการให้ปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกเท่ากับที่ดูดซับกลับ กล่าวคือต้องลด carbon footprint ให้เหลือน้อยที่สุด แล้วชดเชยส่วนที่เหลือด้วยคาร์บอนเครดิตหรือการปลูกป่า

Q: ธุรกิจขนาดเล็กต้องคำนวณ Carbon Footprint ด้วยไหม?

A: ในปัจจุบันยังไม่บังคับสำหรับ SMEs แต่หากส่งออกไปยังสหภาพยุโรปหรือเป็น Supplier ให้กับบริษัทใหญ่ที่ต้องรายงาน Scope 3 คุณอาจถูกขอข้อมูล carbon footprint ได้ทุกเมื่อ การเริ่มวัดตั้งแต่วันนี้จึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด

Q: โซลาร์เซลล์ช่วยลด Carbon Footprint ได้แค่ไหน?

A: โซลาร์เซลล์ลด carbon footprint Scope 2 (พลังงานไฟฟ้า) ได้โดยตรง ระบบขนาด 100 kW สามารถลดการปล่อย CO₂ ได้ประมาณ 90-100 ตัน CO₂eq ต่อปี เทียบเท่าการปลูกต้นไม้กว่า 2,700 ต้น นอกจากนี้ยังช่วยลดค่าไฟ 30-40% พร้อมตอบโจทย์ ESG ของลูกค้าและพาร์ทเนอร์ต่างชาติ

Q: Carbon Footprint ที่ดีควรอยู่ที่เท่าไร?

A: ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจ แต่มาตรฐานสากลเน้นให้ลด carbon footprint ลงอย่างต่อเนื่องปีละ 4-7% (Science Based Targets) เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่เกิน 1.5°C

ติดตั้งโซลาร์เซลล์กับ Powervault เริ่มต้นลด Carbon Footprint อย่างยั่งยืน

โครงการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลดคาร์บอนจาก powervault

การติดตั้งโซลาร์เซลล์คือหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการลด Carbon Footprint ขององค์กร โดยเฉพาะ Scope 2 ที่เกิดจากการใช้พลังงานไฟฟ้า

Powervault พร้อมเป็นพันธมิตรในการพาธุรกิจของคุณสู่เป้าหมาย Net Zero ด้วยประสบการณ์ติดตั้งโซลาร์เซลล์ระดับ Mega Project มากกว่า 700 โครงการ ให้กับโรงงานและอุตสาหกรรมชั้นนำทั่วประเทศ เราเข้าใจความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจและพร้อมออกแบบระบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

ติดต่อ Powervault วันนี้ เพื่อรับคำปรึกษาฟรี และก้าวสู่การเป็นองค์กรที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ติดต่อเราได้เลย :
โทร : 02 397 1137
Email : sunisa.p@powervaultthailand.com
Line : Click