สำหรับผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรม ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ขนาดใหญ่ที่ต้องเจอคือ ‘ต้นทุนค่าไฟฟ้า’ โดยเฉพาะในช่วง Peak ที่มักจะมีโหลดไฟฟ้าจำนวนมาก ซึ่งถึงแม้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้อาจกระทบกับกำไรที่บริษัทควรจะได้รับได้
หลายอุตสาหกรรมคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า การติดโซลาร์เซลล์โรงงาน เป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ยังมีการช่วยสนับสนุนจากภาครัฐผ่านแนวคิดพลังงานสะอาด และการบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพด้วยระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ดังนั้นในบทความนี้จึงจะมาอธิบายว่า ทำไมการติดตั้งโซลาร์เซลล์โรงงานยังคงคุ้มค่าอยู่ในปี 2569 นี้
ติดตั้งโซลาร์เซลล์โรงงาน ช่วยลดต้นทุนค่าไฟได้จริงแค่ไหน?
ถึงแม้ค่าไฟฟ้าจะเป็นหนึ่งในต้นทุน แต่การควบคุมค่าไฟฟ้าแต่ละเดือนให้คงที่นั้นเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ยาก เพราะมีสาเหตุมาจากทั้งต้นทุนพลังงานโลก ค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) และโหลดของพลังงานช่วง Peak Hour ของแต่ละอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน
ด้วยเหตุนี้ การติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ดึงพลังงานแสงอาทิตย์มาเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าในช่วงกลางวัน จึงเป็นตัวช่วยชั้นดีที่ช่วยลดค่าไฟโรงงานได้ เพราะในช่วง Peak Hour เครื่องจักรก็จะดึงไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์มาใช้แทนการใช้ไฟจากการไฟฟ้า ทำให้ค่าใช้จ่ายในช่วงเวลา Peak Hour ลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถสังเกตและเปรียบเทียบได้จากมิเตอร์ TOU

เจาะโครงสร้างค่าไฟโรงงาน และช่วงเวลาเซฟเงินด้วยพลังงานแสงอาทิตย์
ทำไมถึงต้องเทียบความคุ้มค่าในการติด Solar Rooftop โรงงานกับช่วงเวลา Peak Hour? เนื่องจากโดยส่วนใหญ่แล้ว ช่วงเวลาที่โรงงานอุตสาหกรรมเริ่มเดินเครื่องผลิต (Peak Hour) ซึ่งใช้กำลังไฟสูง มักจะตรงกับช่วงที่แผงโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้สูงสุดพอดี ดังนั้นแทนที่จะต้องใช้ไฟในปริมาณมาก ๆ จากการไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ก็จะมาช่วยลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากส่วนกลางที่เป็นสาเหตุของค่าไฟโรงงานแพงนั่นเอง
ตัวเลขประเมินผลตอบแทน (ROI) และระยะเวลาคืนทุนในปี 2569
สมมุติว่าโรงงานอุตสาหกรรมมีรายละเอียดค่าใช้จ่าย ดังนี้
- ค่าไฟเฉลี่ยเดือนละ 300,000 บาท ตกปีละ 3,600,000 บาท
- ติดตั้งโซลาร์เซลล์โรงงานขนาด 250 กิโลวัตต์ งบประมาณลงทุน 3,500,000 บาท
จะได้เป็นตัวเลขที่ค่าไฟลดลง ระยะเวลาคืนทุน และความคุ้มค่าระยะยาว ดังนี้
ค่าไฟฟ้าที่ลดลง
ในช่วง Peak Hour ระบบโซลาร์เซลล์สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 40% เมื่อนำมาคำนวณกับค่าไฟเดิม จะได้
300,000 x 40% = 120,000 บาท
เท่ากับว่าค่าไฟจะลดลง
- เดือนละ 120,000 บาท
- ปีละ 1,440,000 บาท
ระยะเวลาคืนทุน
เมื่อได้ตัวเลขของค่าไฟที่ลดลงเป็นรายปีแล้ว ให้นำมาหารกับต้นทุนในการติดตั้งโซลาร์เซลล์
3,500,000 / 1,440,000 = 2.4
เท่ากับว่าจะใช้เวลาเพียง 2.4 ~ 3 ปี เท่านั้นในการคืนทุนค่าติดตั้ง
หลังจากคืนทุนแล้ว แผงโซลาร์เซลล์ที่มีการบำรุงรักษาตามรอบอย่างสม่ำเสมอ จะสามารถใช้งานไปได้อีก 20-25 ปี ทำให้ในช่วงที่มีการใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ ต้นทุนค่าไฟที่ลดลงจะกลายเป็นกำไรของธุรกิจอย่างเห็นได้ชัด

เลือกลงทุนแบบไหนคุ้มสุด? เปรียบเทียบ EPC Solar vs Private PPA
ปัจจุบันมีโมเดลการติดตั้งโซลาร์เซลล์อยู่ 2 แบบ นั่นคือ EPC Solar และ Private PPA ซึ่งมีจุดเด่นและข้อดีแตกต่างกัน ดังนี้
1. โมเดล EPC Solar
EPC Solar (Engineering Procurement and Construction) คือการให้บริษัทติดตั้งโซลาร์เซลล์ดำเนินการติดตั้งแบบครบวงจร ซึ่งประกอบไปด้วย
- การออกแบบทางวิศวกรรม
- การติดตั้งโครงสร้าง
- การดำเนินการเอกสารขออนุญาต
- การดูแลรักษาระบบโซลาร์เซลล์
โดยการติดตั้งรูปแบบนี้จะทำให้โรงงานสามารถรับผลประโยชน์อย่างสิทธิประโยชน์ BOI หรือการลดหย่อนภาษีได้ เหมาะกับโรงงานที่มีกระแสเงินสดพร้อม หรือต้องการลงทุนกับพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ
2. โมเดล Private PPA
โมเดล Private PPA (Private Power Purchase Agreement) คือการลงทุนกับโซลาร์เซลล์ในรูปแบบของสัญญาซื้อขายไฟฟ้า โดยโรงงานไม่ต้องลงทุนเอง แต่จะมีนักลงทุนหรือ EPC เป็นผู้ลงทุนค่าแผงโซลาร์เซลล์ และค่าใช้จ่ายในการติดตั้งทั้งหมด โรงงานจะใช้แค่เพียงพื้นที่ของตัวเองในการติดตั้งเท่านั้น และจะลดค่าไฟโรงงานในรูปแบบของการซื้อไฟฟ้าที่ผลิตได้ในราคาถูกกว่าการไฟฟ้า ทำให้ช่วยประหยัดค่าไฟได้ส่วนหนึ่งโดยที่ไม่ต้องลงทุนเอง
ข้อแตกต่างระหว่างโมเดล EPC Solar กับ Private PPA
| หัวข้อเปรียบเทียบ | EPC Solar | Private PPA |
| การลงทุน | สูง | ต่ำ / ไม่มีเลย |
| กรรมสิทธิ์ระบบ | ได้เป็นเจ้าของทันที ตั้งแต่ติดตั้งเสร็จและส่งมอบงาน | ยังไม่ได้เป็นเจ้าของ ในช่วงแรก จะโอนกรรมสิทธิ์ให้เมื่อครบกำหนดสัญญา |
| การดูแลรักษา และซ่อมบำรุง (O&M) | ผู้ประกอบการรับผิดชอบเอง | ผู้ให้บริการ PPA รับผิดชอบทั้งหมด |
| ความคุ้มค่าและผลประหยัดระยะยาว | สูงมากในระยะยาว เมื่อคืนทุนแล้วจะได้ใช้ไฟฟ้าฟรีเกือบ 100% | ประหยัดทันทีตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องใช้เงินก้อน ค่าไฟจะคิดเป็นเรตส่วนลดจากค่าไฟการไฟฟ้า |
| เงื่อนไขและข้อผูกพัน | ไม่มีสัญญาผูกพันระยะยาวกับบุคคลภายนอก เป็นอิสระในการบริหารจัดการ | มีสัญญาผูกพันระยะยาว และอาจมีเงื่อนไขบังคับ เช่น ต้องใช้ไฟฟ้าขั้นต่ำตามที่ตกลง หากใช้ไม่ถึงอาจต้องชำระเงินตามจำนวนขั้นต่ำที่กำหนดไว้ |
| ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีและผลผลิต | เจ้าของกิจการแบกรับความเสี่ยงเองทั้งหมด หากระบบผลิตไฟได้น้อยลงตามอายุขัย | ผู้ให้บริการมักมีการรับประกันประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า (Performance Guarantee) ตามสัญญา |
อ่านบทความน่าสนใจเพิ่มเติม: ขั้นตอนขอ BOI สิทธิประโยชน์ทางภาษี ทุกเรื่องที่ควรรู้ก่อนยื่นเอกสาร BOI
ยกระดับโรงงานสู่ปี 2569 ด้วยเทคโนโลยี Solar + ระบบกักเก็บพลังงาน BESS
ด้วยปริมาณการใช้ไฟที่มหาศาลของอุตสาหกรรม ลำพังแค่แบตเตอรี่ของระบบโซลาร์เซลล์อาจไม่เพียงพอ ด้วยเหตุนี้จึงได้มีเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน BESS (Battery Energy Storage System) มาใช้ เพื่อให้สามารถกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ไว้ในปริมาณมาก และสามารถนำไฟฟ้ามาใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
BESS เข้ามาช่วยแก้โจทย์การบริหารพลังงานในอุตสาหกรรมอย่างไร?
ระบบ BESS เมื่อนำมาใช้คู่กับระบบโซลาร์เซลล์ ระบบนี้จะกลายเป็นขุมพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สามารถเก็บไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตมาได้ในปริมาณมาก และสามารถดึงมาใช้ในช่วง Peak หรือในช่วงกลางคืนเพื่อให้การผลิตสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ยังตอบโจทย์สำหรับอุตสาหกรรมที่ต้องมีการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง เช่น อุตสาหกรรมที่ต้องมีการควบคุมอุณหภูมิ เป็นต้น
ชาร์จไฟเก็บไว้ใช้ช่วง Peak และลดค่า Demand Charge อย่างมีประสิทธิภาพ
การมีระบบ BESS จะช่วยสำรองไฟไว้ตัดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak Shaving) ช่วยลดค่า Demand Charge และรองรับการทำงานอย่างต่อเนื่องแม้ไฟตกหรือไฟดับ ระบบนี้จึงจะเข้ามาทำให้การติดตั้งโซลาร์เซลล์โรงงานนั้นมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ติดตั้งโซลาร์เซลล์โรงงาน คุ้มค่า ประหยัดอย่างยั่งยืน
การติดตั้งโซลาร์เซลล์โรงงานในปี 2569 เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วง Peak ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยระยะเวลาคืนทุนที่รวดเร็วเพียง 2.4 – 3 ปี พร้อมต่อยอดความคุ้มค่าผ่านโมเดลการลงทุนที่หลากหลาย และยกระดับการบริหารจัดการพลังงานด้วยระบบ BESS เพื่อความยั่งยืนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม หากต้องการลงทุนกับโซลาร์เซลล์ด้วยโมเดล EPC Solar การมีผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่พร้อมดูแลตั้งแต่การออกแบบ ประเมินความคุ้มค่า ไปจนถึงการยื่นขออนุญาตแบบครบวงจรก็จะช่วยให้การดำเนินการติดตั้งเป็นไปอย่างราบรื่น และถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมาย Powervault Thailand พร้อมช่วยขับเคลื่อนโรงงานของคุณสู่ความประหยัดและคุ้มค่าสูงสุดอย่างยั่งยืน
ติดต่อเราได้ที่
โทร : 02 397 1137
Email : sunisa.p@powervaultthailand.com
Line : @powervaultthailand

